บทความที่น่าสนใจ

บทความจากทีมงานและแหล่งข้อมูลภายนอก

โรงไฟฟ้ากระบี่ ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งอยู่ในตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เริ่มเดินเครื่อง ปี พ.ศ. 2507 ที่กำลังผลิต 60 เมกะวัตต์ โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และ ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2538 ต่อมา กฟผ.ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2540 ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ เครื่องที่ 1 กำลังผลิต 340 เมกะวัตต์ โดยใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง แต่เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันเตามีต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูง โรงไฟฟ้ากระบี่ถูกกำหนดให้เดินเครื่องเพื่อเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเท่านั้น

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ได้พิจารณาการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดยการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 870 เมกะวัตต์ (ขนาดกำลังการผลิตสุทธิ 800 เมกะวัตต์) โดยใช้ถ่านหินนำเข้าเพื่อเป็นเชื้อเพลิงเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศและเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ อีกทั้งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง

โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินประเภทซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิง โดยเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ขนส่งโดยเรือบรรทุกถ่านหินมายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ลำเลียงถ่านหินผ่านสายพานลำเลียงถ่านหินระบบปิดของโครงการ มีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร จากท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วจนถึงอาคารเก็บถ่านหินหลักบริเวณโรงไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีการก่อสร้างอุโมงค์ลำเลียงถ่านหินลอดใต้พื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร

โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ก่อสร้างบนพื้นที่ว่างของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกระบี่ โครงการเลือกใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ Pulverized-coal Combustion Technology (PC) ซึ่งเป็นวิธีการเผาไหม้ถ่านหินที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ในการเผาไหม้แบบ PC ถ่านหินจะถูกบดให้มีขนาดเล็กมาก แล้วพ่นเข้าไปในห้องเผาไหม้พร้อมอากาศ เมื่อถ่านหินติดไฟจะให้ความร้อนแก่เครื่องกำเนิดไอน้ำเพื่อผลิตไอน้ำแรงดันสูง และนำไอน้ำที่ผลิตได้ไปหมุนเครื่องกังหันไอน้ำซึ่งต่อกับแกนของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ Pulverized-coal สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Sub-critical, Supercritical และ Ultra-supercritical จุดแตกต่างของแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดันในการทำงาน โดยประสิทธิภาพของระบบจะเพิ่มขึ้นแปรผันตามอุณหภูมิและความดันในการทำงาน

ในปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถออกแบบโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ โดยเมื่อคิดประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งาน 30 ปี จะมีค่าประมาณร้อยละ 40 (ที่สภาวะอากาศ ณ ที่ตั้งโครงการ - site condition) ซึ่งโครงการจะเลือกใช้เทคโนโลยีหม้อน้ำชนิด Ultra-Supercritical (USC) ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงดันและอุณหภูมิเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจัดเป็นเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดประสิทธิภาพสูง และเป็น Advance Technology โดยมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 42-45 ทำให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง จึงมีผลให้ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบันซึ่งสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์